“ยูเอ็น” สดุดี ร.9 ยกเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ทรงงานอย่างหนัก ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

ยูเอ็น ประชุมสดุดี ในหลวง รัชกาลที่ 9 ยกเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ เป็นศูนย์กลางของเอกภาพในประเทศ โดยทรงงานอย่างหนัก ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพื่อประชาชนชาวไทย

ในปี2559 ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (ยูเอ็น) มีการประชุมเพื่อสดุดีและถวายพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยจะเปิดให้ผู้แทนประเทศต่างๆ ขึ้นกล่าวสดุดีการจัดประชุมเช่นนี้ถือเป็นโอกาสพิเศษที่มีขึ้นไม่บ่อยนัก

นายปีเตอร์ ธอมป์สัน ตัวแทนจากประเทศฟิจิ ประธานสมัชชาสหประชาชาติ ได้เริ่มกล่าวสดุดีเป็นคนแรก ระบุว่า ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อพระบรมวงศานุวงศ์ และประชาชนชาวไทย ต่อการสวรรคตของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9

ซึ่งถือเป็นพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลกถึง 70 ปี ซึ่งเป็นที่รักของประชาชนชาวไทย และคนทั่วโลก ทรงทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพื่อประชาชนชาวไทย มีโครงการพระราชดำริหลายพันโครงการ ที่เป็นประโยชน์ด้านสังคม และเศรษฐกิจ นอกจากนั้น พระองค์ยังเป็นศูนย์กลางที่ทำให้เกิดเอกภาพในประเทศ

จากนั้น ประธานการประชุม ได้ให้สมาชิกยืนขึ้นเพื่อแสดงความอาลัย ต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งทุกคนจะจดจำพระองค์ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ เป็นเวลา 1 นาที

ต่อมาเป็นการกล่าวสดุดีของ นายบัน คี-มูน เลขาธิการสหประชาชาติ ระบุว่า ในนามสหประชาชาติ ตนร่วมขอแสดงความเสียใจอีกครั้งมายังสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระบรมวงศานุวงศ์ รัฐบาลไทย และประชาชนชาวไทย ต่อการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผู้ทรงเป็นที่รักเทิดทูนของคนไทยและประชาชนทั่วโลก

ทั้งนี้ตลอดเวลา 7 ทศวรรษของการครองราชย์ ทรงเป็นศูนย์กลางของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเวลาความวุ่นวายทางการเมือง ทรงสามารถคลี่คลายเหตุการณ์ได้ด้วยสันติวิธี พระองค์ทรงงานหนัก ซึ่งเห็นได้ชัดจากการแสดงความอาลัยของประชาชนชาวไทยตลอดหลายวันที่ผ่านมา แสดงว่ามีความซาบซึ้งต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

โดยพระองค์ทรงผลักดันให้ประเทศไทยพัฒนาก้าวหน้าด้วยโครงการพระราชดำริ เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงในหลายด้าน และสหประชาชาติ ได้ทูลเกล้าถวายฯ รางวัลแห่งความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์ ในปี 2549 ซึ่งเป็นรางวัลที่สหประชาชาติมอบให้เป็นครั้งแรกของโลก จากนี้ไปโครงการสหประชาชาติ จะทำงานต่อไปเพื่อสืบสานพระราชดำริตามรอยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และหวังจะได้ทำงานร่วมกับรัฐบาลไทยต่อไป

ตามด้วยประธานของภูมิภาคต่างๆ 5 ภูมิภาคทั่วโลก ขึ้นกล่าวสดุดี อาทิ นางซาแมนธา พาวเวอร์ เอกอัครราชทูตสหรัฐ ประจำสหประชาชาติ ระบุ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงอุทิศพระองค์โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน เห็นได้จากการเสด็จพระราชดำเนินไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ และทรงดำเนินโครงการพัฒนาหลากหลายโครงการ เพื่อช่วยเหลือพสกนิกรของพระองค์ ทั้งชาวไร่ชาวนา ชาวประมง นักเรียน ครู และตำรวจ ทรงเป็นกษัตริย์ที่มีแนวพระราชดำริที่สร้างสรรค์ มีพระปรีชาสามารถ ทรงจดทะเบียนสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญาของพระองค์หลายรายการ เพื่อแก้ปัญหาให้ราษฎร

พร้อมยกย่องโครงการแก้มลิงว่าเป็นแนวคิดที่น่าทึ่งมาก สามารถแก้ปัญหาอุทกภัยได้จริง และทรงอุทิศพระองค์โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน นับเป็นความโชคดีของคนไทย และคนทั่วโลกที่ได้เรียนรู้แนวทางการดำเนินชีวิตจากพระองค์ ซึ่งโลกจะไม่ลืมพระองค์

ปิดท้ายด้วย นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก โดยกล่าวขอบคุณผู้แทนภูมิภาคต่างๆ ที่ขึ้นกล่าวสดุดี และระบุว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีวิสัยทัศน์ในการพัฒนามนุษย์โดยไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง และเป็นที่มาของโครงการพระราชดำริกว่า 4 พันโครงการ เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน นำไทยจากประเทศด้อยพัฒนาขึ้นสู่ประเทศที่มีรายได้ปานกลาง

นอกจากนี้พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์นักพัฒนา ทรงงานอย่างหนักโดยเฉพาะช่วง 50 ปีที่แล้ว เพื่อแก้ปัญหายาเสพติด การปลูกฝิ่น นำไปสู่การพัฒนาพื้นที่เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน โดยเฉพาะปี 2549 มีการถวายรางวัล “ความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์ (UNDP) แก่พระองค์ท่าน ซึ่งวันที่ 5 ธ.ค. องค์การสหประชาชาติได้กำหนดให้เป็นวันดินโลก รวมทั้งปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ได้ถูกนำมาใช้ในประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของประเทศไทย.

ขอบคุณ ไทยรัฐ

เรียบเรียงโดย Banjongthailand

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *